เริ่มต้นจาก...
ลาสิกขาออกมาจากการบวชพระ  แล้วตั้งใจภาวนาต่อ  ค้นคว้าหาวิธีการต่างๆ  
หาอ่านตามที่ต่างๆก็รู้สึกว่า รู้แบบเปลือกๆ  ได้สงบ   แต่ธรรมะไม่สะดุดเข้าที่ใจ
จนเปิดไปเจอซีดี ที่ได้จากหลวงพี่สุพจน์ (เมื่อตอนบวชครั้งแรก)
ไปเจอธรรมะคำสอนของหลวงพ่อปราโมย์ ปาโมชโช  ก็ตามอ่าน
เป็นบทความที่ท่านพระอาจารย์ทิ้งไว้ตอนเป็นฆราวาส
 
จนไปสะดุดกับคำประโยค ยาวๆ อยู่บทหนึ่งว่า
"ไม่มีใคร สามารถทำจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ จิตเขาบรรลุมรรคผลนิพพานเอง  เราเพียงเจริญสติเป็นเหตุเอื้อ   ตามรู้กาย ตามรู้ใจ ตามรู้จนกว่าเขาจะรู้พอ เมื่อเขารู้พอแล้ว เขาก็จะแจ้งนิพพานเอง"
 
ธรรมะบทนี้แหล่ะครับ  ทำให้ใจผมสว่างขึ้นมา  โอ้..เราเห็นหนทางที่จะเดินละ
ดังนั้นจึงเสาะหาว่า พระอาจารย์ปราโทย์คือใครจนไปเจอเบอร์โทรของคนรู้จักหลวงพ่อ...
 
ต่อมาก็ได้ไปกราบหลวงพ่อที่สวนสันติธรรม  ไปวันที่ 9 ก.ย 51  ไปถึง ลองเหมารถเข้าไปที่สวนจึงทราบว่า
สวนสันติธรรมเปิดปิดเป็นเวลา  พอวันที่10 ก.ย 51 จึงเหมารถ 3 ล้อ เข้าไปที่สวนสันติธรรม
ตั้งแต่เช้ามืด ไม่รู้ว่าที่สวนมีใส่บาตรถวายพระยามเช้า  จึงไม่ได้เตรียมของไปใส่บาตรและตอนเช้าก็ไม่ได้ทานอะไรรองท้องกันเลย ก็เลยจะซื้อนมไปกินกันมีนมไป2 กล่อง (แลคตาซอย) กะเอาไปกินกัน2คน (แฟนกับผม)
 
แต่พอไปเห็น เขาเตรียมกับข้าวกันมา เขาใส่บาตรกัน แต่ผมไม่มีของที่จะใส่  มีนมอยู่2กล่อง  
จึงนำนม 2 กล่องนั้นแหล่ะครับ  ไปใส่บาตรถวายพระ  หิวมากๆครับวันนั้นพอถึงเวลาฟังธรรมก็นั่งฟังไป  
แต่ส่วนใหญ่จะนั่งมองหลวงพ่อครับ  มีความสุขครับ ที่ได้เห็นหลวงพ่อครั้งแรกพอแสดงธรรมเสร็จ  
หลวงพ่อก็ปล่อยโยมไปกินข้าวกัน ผมกับแฟนไม่กล้ากินอะไรเลย  เพราะเกรงใจ  
และอีกอย่างไม่ได้เตรียมกับข้าวอะไรมาด้วยที่สำคัญไม่รู้จักใครเลย  และแต่ละคนมีแต่มีระดับทั้งนั้น  
รวยๆมีตังกันทั้งนั้น จึงไม่กล้าทักใคร 
 
พอได้เวลาเข้าฟังธรรมอีกรอบ ก็เข้าไปในศาลาก็ยกมือเพื่อจะถาม หลวงพ่อ  ก็ได้ถามลำดับที่เท่าไรจำไม่ได้ครับผมก็ถามและเล่าว่าผมเห็นทางแล้ว(ทางที่จะเดินต่อ  คือเห็นครูบาอาจารย์ ที่จะพาเราก้าวไปแล้วนั่นเองครับ)
 
หลวงพ่อก็บอกกับผมว่า " เพ่ง ไม่มีสติ "  ที่ผมฝึกมาคือการเพ่ง
คำว่า "เพ่ง ไม่มีสติ" นี่หล่ะครับ  ทำให้ผมเห็นเลยว่า ที่ทำๆมาตั้งนาน  เราเพ่ง เพื่อให้จิตสงบเมื่อดูสภาวะ ก็เพ่งสภาวะ  เพ่งจนชิน  ติดนิสัย  
 
หลังจากได้รับคำตอบจากหลวงพ่อแล้ว ผมก็ตามดูครับเป็นอะไรที่ทรมานแบบสุดๆครับ  ไม่ว่าเราจะ เดิน ยืน นั่ง นอน คิด พูด คือกริยาอาการใดๆจิตมันไปจดจ่อเพ่งกับทุกกริยาอาการเลยครับ  ทั้งปวดหัว ทั้งเครียด
ทรมานมากๆครับ ให้มันหยุดเพ่ง มันก็ไม่หยุดครับ  เคยเห็นไหมครับ เพ่งทำงานเองอัตโนมัติ
พูดได้คำเดียวว่า ผมเกือบเป็นบ้า  ทรมานแบบสุดๆ
จนมันเพ่งถึงที่สุด มันก็หายเองครับ  แต่หลายวันนะครับกว่าจะหายหลังจากนั้น
ผมก็มาตามรู้ตามดู ในแบบที่หลวงพ่อสั่งสอนครับ
 
หลังจากนั้น1เดือนกว่าๆครับ หลังจากที่ไปกราบหลวงพ่อผมอยู่ห้องเช่าครับ ก็นอนตามปกติ
แต่วันนั้น จิตผม มันมีสมาธิ ในระดับขณิกสมาธิผมก็นอนตามดูลมหายใจเข้าออก  ดูจนจิตไม่อยากดูลม  
ก็มาดูธาตุครับ ดูความรู้สึกตัวครับต่อมาก็มาตามดูจิต  เห็นจิตวิ่งไปมาตลอดครับ วิ่งไปรู้นู่นรู้นี่  ตามดูจิต จนจิตมันวางสภาวะข้างนอก(กาย)  จนจิตเป็นสมาธิลึกเข้าๆผ่านปีติ สุข จนจิตเป็นหนึ่ง (ตามดูทุกสเต็ปที่จิผ่าน)
เห็นว่าปีติมันเป็นซู่ซ่าตามอาการของมัน  ตัวใหญ่ ตัวลอย ตัวโคลง พอตามรู้จนมันพอ มันก็วางสภาวะนั้นลงเอง (ตามรู้อยู่สักพัก พอรู้ทันมันก็วางปีติ)
 
ต่อมาจิตก็สุขอย่างเยือกเย็น  เย็นแบบว่าไม่หนาว แต่สดชื่น  โล่งสบายมากๆ  ก็ตามดูสุขจิตตามรู้สุข ดูสภาวะของสุข ตามรู้อยู่สักพัก  เห็นทุกช็อตที่จิตกระทบกับสุข แล้วตามรู้  รู้จนจิตมันพอ มันก็วางสุขลงเอง.
 
จากนั้นจิตก็มีอาการแบบวูบๆๆแล้วก็พรึบ  เป็นสภาวะว่าง  โล่ง กระจ่าง สว่าง สดใส ว่างไม่มีที่สิ้นสุดก็ตามดูสภาวะว่างนั้น  ตามดูว่าง  รู้ทัน ก็คลายจากว่าง  รู้ทันคลาย รู้ทันคลาย  จนจิตวางว่างลง
 
ก็เกิดสภาวะวูบๆๆแล้วก็พรึบอีก เป็นสภาวะที่มีแต่จิตตัวเดียว ว่างสว่างกระจ่างอยู่ ก็ตามดู จิตเป็นผู้รู้  มันรู้นู่นรู้นี่ ตามรู้ตัวรู้ ตรงนี้ตามรู้อยู่สักพัก ตามรู้คล้ายๆรู้ตัวว่างพอมันตามรู้จนพอ มันก็วางจิตตัวรู้ลง  แล้วก็เกิดอาการวูบๆๆพรึบอีก
 
ต่อจากนั้นก็เป็นสภาวะที่ว่าง ใส กระจ่าง  ไม่มีสภาวะอะไรเลย  จิตตัวรู้ก็ไม่มีมันไม่มีอะไรเลย  มันว่างแบบว่าไม่มีอะไรเลย  มันไม่อิงอะไรเลยมันมีความสุขอยู่ในตัวของมันเอง มันเป็นสภาวะที่ไม่มีอะไรเลย สว่างกระจ่าง บริสุทธิ์มากๆจิตหลงครับ  หลงกับสภาวะนี้  ไปต่อไม่ได้ครับ  จิตเสวยสภาวะความไม่มีอะไรเลยตามรู้ก็ไม่รู้เรื่องละ  
เสวยสภาวะนั้นอยู่นานพอควร  ก็ออกจากสภาวะนั้นก็ออกจากสภาวะนั้นมา  สภาวะก็ค่อยๆถอยมาหาสภาวะหนักของกาย  จะลืมตาลืมไม่ได้ครับ  ร่างกายไม่ยอมให้ลืมตา  ก็นอนดูกายไปสักพักตาเริ่มขยับได้ ก็ค่อยๆลืมตา  
 
พอลืมตาออกมา  ห้องทั้งห้องสว่างมากๆ  สว่างแบบนวลๆนะ ไม่แสบตา  แต่สว่างแบบใสๆอ่ะครับ  ทั้งที่ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน และห้องก็มืด แต่เราเห็นห้องสว่างมากพอสักพักประมาณ5นาที  ก็ลืมตาดูห้องอีก  ห้องก็มืดเหมือนเดิม ไม่สว่างเหมือนตอนออกจากสมาธิ
 
หลังจากนั้นตื่นเช้ามา  ไปซื้อกับข้าวที่ร้านค้า  มองอะไรทุกสิ่งเป็นของว่างหมด เช่นมองรถ เราก็ไม่เห็นเป็นรถ มันไม่สัญญามาบอกว่านี่คือรถแต่มันเห็นแล้วมันก็ว่าง ไม่มีอะไร  มองผู้หญิง จิตก็ว่างจิตไม่เกาะกับอะไรเลย (แปลกใจมากๆตอนนั้น)  แต่พอ ไม่ได้เข้าสมาธิต่อ สัก2วัน มันก็จางไป กลับมาเป็นสภาวะปกติ
 
หลังจากนั้น เดือนพ.ค 52  ไปขายมือถือ บนห้างโลตัส อยุธยานั่งขายของหน้าตู้ปกติ  แต่ด้วยที่ฝึกสติทุกวัน
วันนั้นจึงตามรู้จิตปกตินั่งมองคนที่เดิน ผ่านหน้าร้านไป มองแล้วก็รู้ตาม
เช่น เห็นผู้ชาย เห็นแล้ว  ก็จะเฉยๆ  ไม่ชอบ ถ้าเห็นสาว  จิตก็จะมีชอบ และไม่ชอบ และเฉยๆ  ถ้าเห็นคนแก่ ก็เฉยๆ  เห็นเด็ก บางทีก็มี เฉยๆ และไม่ชอบ
ตามรู้จิตที่เห็นรูป แล้ว มีอารมณ์ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ  ตามรู้จนจิตเป็นสมาธิเอง(ตามดูอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะเป็นสมาธิ)
สักพักจิตมันแยกรูป-นามออกมาให้เห็นเองครับ  ตอนนั้นเหมือนเราอยู่กลางจักวาลครับ มันว่าง สงบ มากๆ ทั้งที่ลืมตา แล้วนั่งมองจิตที่เห็นรูปที่กำลังเคลื่อนไหว เห็นจิตที่คิดเอง เห็นตาที่มองเอง  เห็นเสียงที่กระทบกับหูเอง ทุกอย่างมันทำงานของมันเองตามเหตุปัจจัย  ไม่มีเราเป็นผู้กระทำเลยตอนนั้น  
 
รูปกับนาม แยกออกจากกัน  ให้เราเห็นว่า  ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันทำงานของมันเอง ไม่มีเราเป็นผู้กระทำเลยตาเมื่อมันกระทบรูป มันก็เห็น              หูเมื่อมันกระทบสียง มันก็ได้ยิน  
จมูกเมื่อมันกระทบกลิ่น มันก็ได้กลิ่น     ลิ้นเมื่อมันกระทบอาหาร มันก็เกิดเป็นรสชาติ
กายเมื่อมันกระทบกับสัมผัสต่างๆ มันก็ต้องรู้สึก  ใจเมื่อมันกระทบกับสิ่งต่างๆ มันก็คิด
ทุกอย่างมันทำงานไปตามเหตุปัจจัยของมัน  ตามธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้น
 
วันนั้นจึงได้เห็นเลยว่า  รูปกับนาม เวลามันแยกจากกันมันเป็นอย่างนี้นี่เอง  มันไม่มีเราที่ไหนเลย.
นี่คือปีแรกหลังจากที่ไปกราบหลวงพ่อมา   ได้เห็นรูป-นามแยกจากกัน  และสติที่ทำงานเองโดยอัตโนมัติเห็นการทำงานของมรรค จิตที่มีสติ เมื่อมันรู้ทันสภาวะ จนมันรู้พอ  มันก็จะวางสภาวะตัวนั้นลงเอง
 
สุดท้ายคือกระจ่างคำสอนของหลวงพ่อที่ว่า
"ไม่มีใคร สามารถทำจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ จิตเขาบรรลุมรรคผลนิพพานเอง  เราเพียงเจริญสติเป็นเหตุเอื้อ   ตามรู้กาย ตามรู้ใจ ตามรู้จนกว่าเขาจะรู้พอ เมื่อเขารู้พอแล้ว เขาก็จะแจ้งนิพพานเอง"
 
สรุปคือเมื่อรู้ทันสภาวะ ตามรู้จนรู้พอ  เดี๋ยวจิตจะวางสภาวะตั้วนั้นลงเอง  โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย เดี๋ยวเขาวางของเขาเอง.